| ปูแดงไคโตซาน รุกสื่อทุกด้าน |
|
|
| เขียนโดย Administrator | |
| Friday, 13 June 2008 | |
|
เบสท์ 59’เปิดฉาก’51ปะทุเกมเดือด ปูพรมสื่อพ่วงยุทธศาสตร์ชุดใหญ่โกยยอด บูมยุทธศาสตร์ “เบสท์ 59” 2551 ยิงสื่อทีวี หนังสือพิมพ์ 30 ล. ประกบการเดินแต้มยุทธศาสตร์เจาะกลุ่มเป้าหมาย มั่นใจ “ปูแดง ไคโตซาน” จะเติบโตกว่าที่เป็นอยู่ บอส “สมปอง” ประกาศลั่น แม้มีสินค้าเลียนแบบกว่า 20 บริษัท นั่นไม่ใช่ปัญหาใหญ่ เพราะเชื่อว่าจะผลักตลาดให้เติบใหญ่ไปกว่านี้ได้ พร้อมปล่อยกลยุทธ์เด็ดจัดคอนเสิร์ตใหญ่สนั่นทั่วไทยชูแบรนด์ “ปูแดง ไคโตซาน+โอมาร์ ชารีฟ” ทะลวงกึ๋นรากหญ้า คาดคอนเสิร์ตแต่ละครั้งจูงคนมาร่วมงานเกินกว่าครึ่งหมื่น “บริษัท เบสท์ 59 จำกัด” คือหนึ่งในองค์กรตัวอย่างขายตรงไทยที่เติบโตตามบรรทัดฐาน บนกฎระเบียบขายตรงอย่างเคร่งครัด ด้วยการใช้วิธีแบบปากต่อปากในอดีต ต่อยอดจนยิ่งใหญ่ในปัจจุบัน จนเข้าครอบคลุมพื้นที่ทุกจังหวัดทั่วไทย และบูมผ่านสื่อทีวีแบบเบ็ดเสร็จทุกช่อง ทั้ง 5 9 11 และ TITV “ปูแดง ไคโตซาน” จึงถือเป็นตำนานอีกบทหนึ่งที่แจ้งเกิดภายใต้คนขายตรงอย่าง “สมปอง แซ่ตั้ง” ที่เก็บเกี่ยวประสบการณ์ในธุรกิจขายตรงจนเติบใหญ่…วันนี้ชื่อของ “สมปอง” จึงถูกยกระดับให้กลายเป็นนักบริหารชั้นแนวหน้าอีกท่านหนึ่ง ที่ขอ “ประดับฝีไม้ลายมือ” ไว้ในวงการขายตรงเทียบเคียงรุ่นพี่ ที่ก้าวล้ำไปก่อนหน้า… หลายคนอาจจะมีคำถามอยู่ในใจ แล้วชายผู้นี้มาจากไหน..? แล้วทำไมถึงทำ “เบสท์ 59” หรือ ปูแดง ไคโตซาน” ได้อย่างเติบใหญ่ขนาดนี้..!! คงต้องบอกว่า “สมปอง” ได้สอบผ่านตำราเล่มใหญ่อย่าง “แอมเวย์” พร้อมๆ กับการเก็บเกี่ยวกับประสบการณ์ในวงการขายตรง เพื่อผสมผสานให้ออกมาเป็น “เบสท์ 59” ได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด ถึงวันนี้…การที่ทีมข่าวจะหยิบยกให้ “เบสท์ 59” ติด 1 ใน 3 ของสินค้ากรุ๊ปเกษตรในธุรกิจขายตรง ก็ไม่ผิดนัก เพราะอัตราการเติบโตโชว์ตัวชัด และมีแววจะเบียดรุ่นพี่อย่าง “ยูนิไลฟ์” และ “เอ.ที.เพื่อนเกษตรไทย” ที่เดินตลาดไปก่อนหน้า …เนื่องจากการวางยุทธศาสตร์ใน “เบสท์ 59” ถูกปรุงรสขายตรงให้กลมกล่อมกับสินค้าเกษตร ที่มีรสชาติถูกปากคนขายตรง จนกลืนเป็นเนื้อเดียวกันในที่สุด นี่คือ โจทย์ข้อแรกที่ “สมปอง” ได้ตั้งกติกาและตีโจทย์แตกมากว่า 2 ปี จนสร้างขุนพลระดับแถวหน้าที่มีรายได้หลัก 3-5 แสน เกือบ 10 คน แม้ว่าราคาสินค้าจะนำเสนอในราคาแค่ขวดละ 100 บาทเศษ แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาใหญ่ที่จะสร้างให้คนสำเร็จไม่ได้ เพราะบอส “สมปอง” มองว่า หากเราจับขายตรงมาตีโจทย์ใหม่ ด้วยการนำเสนอสินค้าที่ไม่แพง สร้างให้ผู้นำให้มีรายได้ และช่วยปลดหนี้เกษตรกรไทย นี่คือ เป้าใหญ่ที่ผู้คนไขว่หาต่างหาก เมื่อทุกอย่างเดินไปตามกฎกติกาที่วางไว้ กลางปี 2550 “เบสท์ 59” จึงปะทุขึ้นมาประดับวงการอย่างรุนแรงและเดินเกมต่อเนื่องผ่านทั้งสื่อทีวีและสื่อหนังสือพิมพ์ ซึ่ง “สมปอง” เคยประกาศไว้เสมอว่า “หากผมไม่แน่ใจ และผมไม่พร้อม ผมก็จะไม่ปรากฏกายต่อสายตาสื่อ แต่ถ้าผมพร้อมเมื่อไหร่ ผมจะเปิดเกมบุกประชิดทันที” และคำที่เคยประกาศก็เป็นจริง เมื่อบอสใหญ่ “สมปอง” สั่งทุ่มงบผ่านสื่อทีวี หนังสือพิมพ์ไม่อั้นยอดร่วมกว่า 30 ล้านตลอดปี 2551 เพื่อสร้างแบรนด์ “เบสท์ 59” ควบคู่ “ปูแดง ไคโตซาน” และ “โอมาร์ ชารีฟ” เขย่าวงการขายตรงอย่างมันส์สะใจ และ เขย่าฐานเกษตรกร เพื่อสร้างเศรษฐีรุ่นใหม่ให้ดังกึกก้องไปทั่วฟ้าเมืองไทย …จากนี้ไป ถือเป็นการถอดยุทธศาสตร์การก้าวเดินของ “เบสท์ 59” ทีละสเต็ปท์ เปิดฉายให้ทุกๆ ท่านดูแบบม้วนเดียวจบ ซึ่งยุทธศาสตร์ดังกล่าว ได้รับการเปิดเผยจาก “สมปอง แซ่ตั้ง” ประธานกรรมการ บริษัท เบสท์ 59 จำกัด ผ่านทีมข่าว “ตลาดวิเคราะห์” ถึงยุทธศาสตร์แรกที่จะเดินแต้มในไตรมาสที่ 1 ของปี 2551 ว่า ยุทธศาสตร์แรกที่เราจะเดิน นั่นคือ การสนับสนุนจัดรายการคอนเสิร์ตตามพื้นที่กลุ่มเป้าหมาย ด้วยการคัดเลือกนักร้องในดวงใจประจำภูมิภาคต่างๆ เพื่อเรียกยอดคนดูให้มากที่สุด โดยการขายบัตรผ่านประตูใบละ 30 บาท คาดว่าน่าจะมีผู้เข้าร่วมชมในแต่ละครั้งกว่าครึ่งหมื่นคน “โดยรูปแบบการจัดงาน เราจะจัดหน้างานให้สวยเหมือนงานวัด และจัดเวทีให้ยิ่งใหญ่อลังการ รวมทั้งหางเครื่องจะต้องมีไม่ต่ำกว่า 200 คน โดยจัดตั้งแต่ 19.00-21.00 น. ซึ่งการเริ่มงานในช่วงแรก จะเป็นช่วงของการแชร์ประสบการณ์คนปูแดงที่ประสบความสำเร็จ แต่เราจะไม่ขายสินค้า หากใครสนใจก็ให้ไปติดต่อกับสมาชิกซึ่งวางบูธอยู่ข้างๆ เวที คือเป้าหมายอย่างน้อยของการจัดในแต่ละครั้งจะต้องมีคนเข้าร่วมงานกว่า 5,000 คน โดยจะโฟกัสที่ภาคอีสาน ภาคกลาง ภาคเหนือ รวมทั้งการนำผลิตภัณฑ์ “โอมาร์ ชารีฟ” ครีมปิดผมขาวภายในเวลา 60 วินาทีเห็นผล เราจะเอาไปเสริมโดยการย้อมผมโชว์ ซึ่งเป้าหมายก็เพื่อเปิดตลาดใหม่ให้กับสมาชิก” ส่วนเป้าหมายต่อไป คือเราต้องการเพิ่มรายได้ให้กับสมาชิก รวมทั้งแผนการตลาด ซึ่งตอนนี้เราสร้างแกนนำได้กว่า 20 ท่าน และสิ้นปี 2551 จะต้องมีเกินกว่า 50 ท่าน คือ 20 ท่านที่กล่าวมาจะมีรายได้หลักแสนขึ้นไป แม้ว่าวันนี้เราไม่ได้คิดถึงว่าเราจะอยู่ในอันดับที่เท่าไหร่ในวงการขายตรง แต่เราคิดว่าจะทำอย่างไรให้ยอดขายของเราเพิ่มขึ้นให้มากที่สุด และทำอย่างไรให้สมาชิกขายของง่าย นี่คือสิ่งสำคัญที่เราจะต้องช่วยเสริม เพราะเราไม่ได้ตั้งเป้าว่าเราจะต้องเป็นที่ 1 แต่ถ้าวันนี้พูดถึงไคโตซานเราเป็นอันดับ 1 เพราะว่ามีสินค้าที่เลียนแบบเหมือนกับเราออกมาไม่ต่ำกว่า 20 บริษัท จนทำให้คู่แข่งโฟกัสเป้ามาที่ ปูแดง ไคโตซาน ทั้งหมด เหตุผลที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะว่า “เบสท์ 59” เราไปปลุกกระแสไคโตซานให้ตื่น จึงทำให้ทุกคนมองเห็นโอกาสที่จะทำตลาดกับสารธรรมชาติตัวนี้ ดังนั้น ถ้าบริษัทไหนที่ขายไคโตซานแล้วไม่พุ่งเป้าโจมตี ปูแดง ตัวผมเองก็รู้สึกภูมิใจที่ทำตลาดตลาดไคโตซานให้เกิด จนตลาดให้การต้อนรับเยอะมากขนาดนี้ สำหรับแผนการทำตลาด ณ วันนี้ เราจะยังคงแบรนด์ ปูแดง ไคโตซาน ไว้ แต่จะมีสินค้าตัวอื่นเข้ามาเสริม เพื่อมาฉีกไลน์สินค้าบ้าง แต่ยังคงยืนพื้นไว้ที่สินค้าเกษตรเป็นหลัก ซึ่งไม่ว่าจะมียอดขาย 100 ล้านหรือ 1,000 ล้าน เราก็ยังคงคอนเซ็ปต์สินค้าเกษตรไว้ที่ 90% เช่นเดิม เพราะวันนี้การทำงานของเราจะเป็นการเดินสายทั่วประเทศโดยบริษัทเป็นตัวนำ ยิ่งถ้าหากผู้นำต้องการเราๆ ก็จะเข้าไปถึงทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ด้วยการจัดทัวร์เกษตรกรเหมือนที่ผ่านๆ มา ซึ่งในแต่ละรอบที่จัดสัมมนาก็จะมีผู้ร่วมงานไม่ต่ำกว่า 500 คน ที่สำคัญเราต้องการใช้ฐานคนขายตรงมาเชื่อมกับเกษตรกร จนปัจจุบันเรามีศูนย์ธุรกิจขยายไปทั่วประเทศ ด้วยงบลงทุนเพียง 2 – 4 แสนบาท และที่สำคัญผู้นำจะต้องมีศักยภาพพอที่จะบริหารศูนย์ดังกล่าวให้อยู่รอดด้วย “ศูนย์ธุรกิจของเราไม่ได้กำหนดว่า จะต้องมีป้าย แต่ขอให้มีห้องที่สามารถจัดประชุม หากมีสมาชิกเพิ่มมากขึ้น เราก็ใช้สถานที่ของโรงแรมในการจัดงาน ในส่วนของคลังสินค้าตอนนี้เราก็เปิดให้บริการในหลายจังหวัด และที่สำคัญที่สุดในปี 2551 เราจะใช้สื่อประชาสัมพันธ์ในแต่ละเดือนไม่ต่ำกว่า 2-3 ล้านบาท เราจะทุ่มสุดๆ เพราะว่าที่ผ่านมาเราเห็นผลตอบรับชัดเจน ซึ่งงบทั้งปีที่วางไว้น่าจะไม่เกิน 30 ล้านบาท โดยจะเน้นที่สื่อทีวีเป็นหลัก เนื่องจากการออกสื่อทีวีทำให้คนรู้จัก “ปูแดง ไคโตซาน” มากขึ้น สำหรับอีกยุทธศาสตร์หนึ่งที่สำคัญในปี 2551 นั่นคือ เรามีแผนที่จะขยายอาณาจักรด้วยการซื้อที่ดินเพิ่มเพื่อต่อเติมอาณาจักรให้ยิ่งใหญ่ ซึ่งก้าวไปพร้อมๆ กับการการฝึกบุคลากรทั้งภายในและภายนอกให้เข้มแข็ง เพื่อช่วยสนับสนุนซึ่งกันและกัน รวมทั้งระบบการเทรนนิ่งที่บริษัทให้ความสำคัญไม่น้อย โดยเรามีทีมวิทยากรมืออาชีพหลากหลายท่าน ทั้งวิทยากรภายนอกและภายในเข้ามาติวเข้ม เพื่ออบรมผู้นำให้ก้าวสู่ความเป็นมืออาชีพอย่างแท้จริง นี่คือ สิ่งที่เราจะพัฒนาในปี 2551 ภายใต้การทำงานที่ยึดถือความซื่อสัตย์เป็นหลักใหญ่ บอส “สมปอง” ยังกล่าวเสริมถึงผลิตภัณฑ์อีกตัวหนึ่งที่มีความสำคัญไม่แพ้ “ปูแดง ไคโตซาน” นั่นคือ “โอมาร์ ชารีฟ” ครีมปิดผมขาวภายใน 60 วินาทีเห็นผล ภายใต้คุณสมบัติพิเศษไม่มีกลิ่นฉุน ไม่มีส่วนผสมแอลกอฮอล์ ซึ่งแชร์ตลาดประเทศเกาหลีกว่า 60-70% ถือเป็นยอดขายที่มีอัตราสูงมาก บริษัทฯ จึงมีแผนที่จะผลักดันสินค้าดังกล่าวให้เป็นที่ยอมรับกับผู้บริโภคและดันให้เป็นแบรนด์ที่ติดท้องตลาดอีกตัวหนึ่ง “โอมาร์ ชารีฟ มีจุดเด่นตรงที่มีส่วนผสมเป็นสมุนไพร ซึ่งมันก็เหมือนกับสมุนไพรบ้านเรา เพียงแต่ว่ามีชื่อเรียกไม่เหมือนกัน คือจะเป็นสมุนไพรดั้งเดิมของประเทศเกาหลีแล้วนำมาประยุกต์เข้ากับสูตร ด้วยการนำเอานวัตกรรมนาโน เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในขั้นตอนการผลิต โดยวางขายในราคา 700 บาท แต่เนื่องจาก โอมาร์ ชารีฟ เป็นสินค้าที่เป็นที่ต้องการของตลาด ดังนั้น การทำตลาดจึงต้องมุ่งสื่อทีวีเป็นหลักโดยออกสัปดาห์ละ 6-7 ครั้ง เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายให้ตรงกลุ่ม นี่คือแผนงานในปี 2551 ที่เราจะเดินต่อไป” ทางด้าน “ดิถีรัต ตีระวนิช” ศูนย์จำหน่ายโอมาร์ชารีฟ ประดิพัทธ์ ซอย 10 กล่าวเพิ่มเติมในฐานะดิสตริบิวเตอร์ผู้นำสินค้าโอมาร์ ชารีฟ เข้ามาทำตลาดในเมืองไทย ว่า สำหรับผลิตภัณฑ์ โอมาร์ ชารีฟ ครีมปิดผมขาวนำเข้ามาจากประเทศเกาหลี ซึ่งถือเป็นแบรนด์ดังที่สุด เนื่องจากแบรนด์นี้จะเป็นแบรนด์ที่มีจุดเด่นและสร้างชื่อเสียงที่สุดในเกาหลี เพราะเป็นสินค้านาโนเทคโนศาสตร์ ที่นำเอาอนูเม็ดสีที่มีขนาดเล็กมากซึมเข้าไปถึงแกนในของเส้นผม ที่สำคัญยังมีคุณสมบัติช่วยบำรุงเส้นผมได้อีกด้วย ตอนนี้ในประเทศเกาหลีแชร์ตลาดเกือบ 70% คืออเป็นตลาดใหญ่ของ โอมาร์ ชารีฟ เลยทีเดียว และสำหรับตลาดต่างประเทศจะมีจำหน่ายทางยุโรป อเมริกา ญี่ปุ่น รวมถึงประเทศไทย คงต้องยอมรับว่าผลิตภัณฑ์ที่เข้าไปขายในแถบยุโรป อเมริกา และญี่ปุ่น นั้นมันไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะถือว่าเขาคุ้มครองผู้บริโภคสูงสุดในโลก ดังนั้น ในเรื่องของผลลัพธ์จึงไม่ใช่ปัญหา เพราะว่าใช้ง่ายสะดวกสบาย ที่สำคัญยังไม่มีคู่แข่ง เนื่องจากเป็นสินค้าที่เป็นนาโนเทคโนโลยีที่ย้อมผมเพียง 60 วินาทีหรือ 1 นาที เห็นผลโดยไม่ต้องรอ จึงไม่ต้องสูญเสียเวลาอันมีค่าไป สำหรับจุดเด่นที่เป็นส่วนประกอบหลักๆ อาทิ โปรตีน ลิฟออย Seed Oat อะมิโนแอซิสหลายตัวที่เป็นอาหารผม ที่สำคัญยังมีสมุนไพรหลายชนิดเป็นส่วนผสม จึงไม่มีแอมโมเนีย ไม่แสบตา ไม่กลิ่นฉุน และปลอดภัยจากผู้ใช้ ซึ่งผ่านใบอนุญาตจาก อย.เมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา หลังมาทำตลาดเต็มรูปแบบกลับพบว่า ตลาดให้การตอบรับดีมาก โดยจำหน่ายในราคา 700 บาท สำหรับผู้ชายใช้ได้ประมาณ 3-4 ครั้ง อันนี้แล้วแต่ผมสั้นบางหรือหนา คือเฉลี่ยต่อครั้งก็ประมาณ 200 บาท ก็ถือว่าราคาใกล้เคียงกับแบรนด์เนมในท้องตลาด แต่ของเขายังมีเคมีเป็นส่วนผสมและยังต้องใช้เวลาในการย้อม 1 -2 ชั่วโมง ซึ่งต่างจากสินค้าเรามาก นี่คือจุดที่ทำให้สินค้าเรามีความโดดเด่นในท้องตลาด และในอนาคตคาดว่าผลิตภัณฑ์ โอมาร์ ชารีฟ น่าจะทำยอดขายได้อย่างมหาศาล นสพ. ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่ 216 ประจำวันที่ 1-15 มกราคม 2551 |
|
| แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Monday, 11 August 2008 ) |
| < ก่อนหน้า | ถัดไป > |
|---|

































